Author: thaitripidok

พระพุทธองค์ตรัสว่า "การสะสมบุญ ทำให้มีความสุข"   คำว่า บุญ แปลว่า ความดี ซึ่งมิได้มีเฉพาะการให้บริจาคทานเท่านั้น แต่มีถึง ๑๐ วิธี ที่จะทำบุญได้ ซึ่งส่วนมากเป็นวิธีที่ไม่ต้องใช้เงินหรือสิ่งของใดๆเลยก็สำเร็จเป็นบุญได้   บุญทั้ง ๑๐ ประเภทคือ การให้ทาน การรักษาศีล ให้กาย วาจา ดี การฝึกอบรมจิตใจให้เกิดปัญญา มีสติ มีสมาธิ การทำตนให้อ่อนน้อมต่อผู้อื่น การช่วยงานที่เป็นประโยชน์ การแบ่งความดีของตนให้แก่ผู้อื่น การยินดีในความดีของผู้อื่น การฟังธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การแสดงธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ การมีความคิดเห็นถูกต้องตรงตามหลักความจริง...

ความดีความชั่วของคนเรานั้น จะมีอยู่ ๓ ทาง คือ ทางใจ ทางกาย ทางวาจา ไม่มีนอกเหนือไปจากนี้เลย ดังนั้น เมื่อบุคคลจะทำดีหรือทำชั่ว จึงเริ่มต้นที่ใจนี้ก่อน แล้วจึงออกอาการทางกาย ทางวาจาต่อไป ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ ถ้าคนมีใจชั่ว ก็จะพูดชั่ว หรือทำชั่วตามไปด้วย...

พระพุทธองค์ตรัสว่า ไม่มีใครเลย ไม่ว่าจะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครในโลก ที่จะประกันสิ่งทั้ง ๔ ประการนี้ได้ คือ ประกันสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาว่าไม่แก่ ประกันสิ่งที่มีความเจ็บเป็นธรรมดาว่าไม่เจ็บ ประกันสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดาว่าไม่ตาย และประกันผลแห่งความชั่วว่าจะไม่ให้ผลในชาติต่อไป สิ่งทั้ง ๔ ประการนี้ ไม่มีใครประกันได้เลย เพราะต้องบังเกิดขึ้นแน่นอน...

หากมีกองดอกไม้กองใหญ่อันสวยงาม มีกลิ่นหอม ไม่มีพิษ มาวางอยู่ตรงหน้า ผู้ใดใคร่หยิบก็เลือกหยิบเอาไปได้ตามชอบใจแล้ว ผู้ฉลาดและจรู้ประโยชน์ของดอกไม้เหล่านั้น ก็จะหยิบเอามาเป็นของตน และจัดตกแต่งเป็นพวงดอกไม้ตามประโยชน์ใช้สอยของตน นี้ฉันใด บุคคลผู้มีปัญญาก็ฉันนั้น ย่อมรู้จักเลือกเก็บสะสมบุญต่างๆที่ทำได้สร้างได้ในโลกนี้ให้มากที่สุดเท่าที่มากได้ และนำติดตัวไปเพื่อใช้สอย หรือพึ่งพาบุญกุศลเหล่านั้นทั้งในชาติปัจจุบันและชาติต่อๆไป เพราะบุญกุศลที่ได้สะสมไว้แล้วนั่นเอง จะเป็นที่พึ่งของบุคคลได้ ที่พึ่งแท้จริงอย่างอื่นไม่มี ตราบเท่าที่ยังอยู่ในสังสารวัฏฏ์นี้ ดังมีพระพุทธพจน์ที่ว่า "สัตว์ผู้มีอันจะต้องตาย เมื่อเกิดมาแล้ว ควรสร้างกุศลไว้ให้มาก เหมือนช่างดอกไม้ร้อยพวงมาลัยไว้เป็นจำนวนมากจากกองดอกไม้ฉะนั้น" จาก...

คนดีหรือบัณฑิตที่เป็นอยู่ด้วยปัญญา ยิ่งมีความรู้ก็ยิ่งเป็นที่ต้องการของใครๆ แต่คนชั่วหรือคนพาล ผู้ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ ยิ่งมีความรู้ มียศ มีชื่อเสียง ก็ยิ่งเป็นบุคคลที่ใครๆไม่ควรเข้าใกล้คบหาด้วย ควรอยู่ห่างไกล เพราะคนพาลประเภทนี้ สามารถทำความชั่วบาปและแยบยลและอุบายมากเป็นอย่างยิ่ง มากกว่าคนพาลธรรมดาที่ไม่มีความรู้ ไม่มียศ ไม่มีชื่อเสียงทั่วๆไป เป็นผู้ที่ไม่เพียงจะทำลายตนเองด้วยความรู้ ความมียศ และความมีชื่อเสียงของตนเท่านั้น แต่จะทำลายบุคคลอื่นและสิ่งอื่นๆด้วย เพราะเหตุแห่งความเป็นคนพาลนั่นเอง เปรียบเหมือนผู้ร้ายที่มีอาวุธอยู่รอบตัว เพื่อทำร้ายตนเองและผู้อื่นเท่านั้น ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า...

บุคคลผู้สามารถครองชีวิตตนให้อยู่ในทางที่ถูกต้องตามครรลองและสาระแห่งชีวิตที่ได้เกิดมาในโลกนี้ นับว่าเป็นผู้ที่น่าสรรเสริญ เพราะเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ง่ายเลยที่จะประคองชีวิตให้ลุล่วงรอดพ้นจากสิ่งต่างๆมาได้จนถึงบทสุดท้ายของชีวิต เป็นที่ยอมรับของบุคคลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตนเองก็สามารถยอมรับคุณค่าในตนเองได้ และเหตุที่ทำได้เช่นนี้ ย่อมแสดงว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่มีคุณธรรมในตนอยู่หลายประการ เช่น มีสามัญสำนึกที่ดีอันเกิดจากความมีปัญญา มีความละอายและกลัวต่อการทำชั่วบาป มีศรัทธาเชื่อในสิ่งที่ดีมีเหตุผล มีความไม่ประมาทเป็นต้น ชีวิตของบุคคลเช่นนี้ย่อมมีความสุขตามอัตภาพแห่งตน และความสุขที่เกิดจากความมีคุณธรรมเช่นนี้ยังสามารถสืบต่อเนื่องไปถึงภพชาติหน้าอีกด้วย ดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสว่า "คุณธรรมคือปัญญา ศรัทธา ศีล จาคะ เป็นเหตุนำสุขมาให้ในโลกทั้ง ๒...

ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก แต่การเป็นผู้ให้หรือการทำทานไม่จำเป็นต้องทำทีละมากๆ คือเมื่อมีน้อยก็ให้น้อย หรือทำแต่น้อยตามฐานะของตนแต่ควรทำบ่อยๆ และต้องไม่เดือดร้อนเพราะเหตุแห่งการให้นั้น พระพุทธองค์ตรัสถึงผลแห่งการให้ทานที่ เมื่อบุคคลใดทำเองแล้วก็สามารถเห็นผลด้วยตนเองได้ว่า มีลักษณะตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้คือ "บุคคลผู้ไม่ตระหนี่ให้ทานอยู่ย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก คนหมู่มากย่อมคบหาบุคคลนั้น เขาย่อมได้รับเกียรติ เจริญด้วยยศ เป็นผู้ไม่เก้อเขิน แกล้วกล้าในที่ประชุมชน เพราะเหตุนั้นแล บัณฑิตทั้งหลายผู้หวังความสุข จงขจัดความตระหนี่อันเป็นมลทินแล้วไห้ทาน บัณฑิตเหล่านั้นย่อมดำรงในไตรทิพย์ ถึงความเป็นอยู่ร่วมกับเทวดา รื่นเริงอยู่ตลอดกาลนาน" จากหนังสือ ดอกไม้แห่งชีวิต...

ตามความเป็นจริงแล้ว ความทุกข์ในรูปแบบต่างๆของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่มีมาตั้งนานแล้วไม่ว่าจะย้อนยุคไปสมัยใด ความทุกข์เหล่านั้นก็มีมาก่อนแล้วทั้งสิ้น ไม่มีอะไรเป็นของใหม่เลย แต่มนุษย์ที่เกิดมาทีหลัง เมื่อมาพบกับความทุกข์ชนิดเดียวกันนั้น ก็เข้าใจว่าเป็นของใหม่ และรู้สึกเป็นความทุกข์ที่หนักสำหรับตนเสมอ พระพุทธองค์ตรัสว่า "โลกตั้งอยู่แล้วในความทุกข์" บุคคลผู้มีสติปัญญาทางธรรมจึงสามารถมองเห็นโลกได้ตามเป็นจริง ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า แท้จริงแล้วโลกตั้งอยู่ในความทุกข์ และความทุกข์ก็เป็นภัยใหญ่ของมนุษย์ แต่เพราะความทุกข์สามารถครอบงำคนที่ประมาทและขาดสติปัญญาด้วยลักษณะอาการว่าเป็นความสุข บุคคลส่วนใหญ่ในโลกจึงมองไม่เห็นความทุกข์ตามที่เป็นอยู่จริง เมื่อมองไม่เห็นก็จะเพลิดเพลินกับการอยู่กับทุกข์ต่อไป ย่อมพ้นออกจากทุกข์ไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ทางออกจากทุกข์ก็มีอยู่ ตราบใดที่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ายังมีอยู่ในโลกนี้ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "เราย่อมบัญญัติทุกข์และความดับทุกข์ทั้งในกาลก่อนและกาลบัดนี้" จาก หนังสือดอกไม้แห่งชีวิต...